วิธีดูแลรถยนต์หลังน้ำท่วม ทั้งรถสันดาปและรถ EV ต้องตรวจเช็กอะไรบ้าง? รู้ขั้นตอนสำคัญหลังน้ำลด เพื่อลดความเสี่ยงรถเสียหายและใช้งานได้อย่างปลอดภัย
หลังระดับน้ำลด ควรดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้
1. ข้อควรปฏิบัติเบื้องต้นสำหรับรถทุกประเภท (ห้ามมองข้าม)
- ห้ามสตาร์ทรถหรือเปิดระบบไฟโดยเด็ดขาด หากน้ำเคยท่วมถึงระดับท่อไอเสีย (รถสันดาป)หรือพื้นห้องโดยสาร/ระดับแบตเตอรี่ (รถ EV) การจ่ายไฟหรือสตาร์ท อาจทำให้เกิดกระแสไฟลัดวงจรหรือเครื่องยนต์พังเสียหายหนักขึ้น
- ตรวจสอบระดับน้ำที่เคยท่วมถึง สังเกตคราบโคลน รอยคราบน้ำบริเวณตัวถัง หรือล้อเพื่อประเมินความเสียหาย
- ถ่ายรูปและวิดีโอเป็นหลักฐาน ถ่ายให้ครอบคลุมทั้งภายนอก ภายในและระดับคราบน้ำ เพื่อใช้ประกอบการเคลมประกันภัย
- ปลดสายขั้วลบของแบตเตอรี่ 12V ออก เพื่อตัดระบบไฟฟ้าพื้นฐานของตัวรถก่อนการตรวจเช็ก
2. การดูแลรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป (ICE)
เครื่องยนต์สันดาปมีจุดอ่อนสำคัญคือ การสำลักน้ำ (Hydrolock) และการปนเปื้อนของน้ำในระบบน้ำมันเครื่อง/เกียร์
1. ตรวจเช็กก้านวัดน้ำมันเครื่องและน้ำมันเกียร์
- หากพบว่าน้ำมันมีสีเหมือน"ชานม" แสดงว่ามีน้ำเข้าผสมในระบบ ห้ามสตาร์ทรถเด็ดขาดต้องยกเข้าอู่เพื่อถ่ายน้ำมันเครื่อง และน้ำมันเกียร์ใหม่ทั้งหมด
2. ตรวจสอบระบบไอดีและท่อไอเสีย
- เปิดกรองอากาศดูว่าเปียกหรือมีคราบโคลนหรือไม่
- หากท่อไอเสียจมน้ำต้องถอดหัวเทียน/หัวฉีดออกก่อนแล้วหมุนเครื่องยนต์ด้วยมือเพื่อไล่น้ำออกจากกระบอกสูบ
3. ตรวจเช็กระบบเชื้อเพลิง
- ตรวจสอบถังน้ำมันเชื้อเพลิงหากระดับน้ำสูงเกินฝาถังอาจต้องดูดน้ำมันเดิมทิ้งเพื่อป้องกันน้ำเข้าสู่ระบบฉีดเชื้อเพลิง
3. การดูแลรถยนต์ไฟฟ้า (EV)
แม้ว่าชุดแบตเตอรี่แรงดันสูงและมอเตอร์ของรถ EV จะได้รับมาตรฐานการกันน้ำ(เช่น IP67 หรือ IP68) แต่จุดเชื่อมต่อสายไฟแรงดันสูงและแบตเตอรี่ลูกเล็ก (12V) ยังคงมีความเสี่ยง
1. สังเกตสัญญาณเตือนและไฟสัญลักษณ์
- หากระดับน้ำท่วมสูงเกินครึ่งล้อหรือถึงพื้นรถห้ามเปิดสวิตช์ IGN/READY
- ตรวจสอบว่ามีคราบโคลนสะสมบริเวณแผงระบายความร้อนของแบตเตอรี่หรือมอเตอร์หรือไม่
2. ตรวจสอบแบตเตอรี่ 12V และกล่องควบคุม (ECU)
- แบตเตอรี่ 12V มักจะเสียหายก่อนหากจมน้ำส่งผลให้ระบบควบคุมหลักทำงานผิดพลาด
3. ติดต่อศูนย์บริการของแบรนด์โดยตรง
- รถ EV ต้องได้รับการตรวจเช็กความดันและการรั่วไหลของกระแสไฟ(Insulation test) โดยช่างผู้เชี่ยวชาญพร้อมเครื่องมือเฉพาะทางเท่านั้นไม่ควรฉีดน้ำแรงดันสูงล้างใต้ท้องรถด้วยตนเอง
4. การจัดการภายในห้องโดยสารและระบบเบรก
| จุดที่ต้องดูแล |
วิธีการจัดการ |
| พรมและเบาะนั่ง |
ถอดพรม เบาะ และวัสดุซับเสียงออกมาซักล้างและตากแดดให้แห้งสนิท
เพื่อป้องกันเชื้อราและกลิ่นอับ
|
| ระบบเบรก |
หลังลุยน้ำ ผ้าเบรกจะมีความชื้นและเกิดสนิมได้ง่าย
หากเคลื่อนย้ายรถได้ ให้ย่ำเบรกเบาๆ เพื่อไล่ความชื้น
|
| ระบบไฟและฟิวส์ |
ตรวจสอบกล่องฟิวส์ หากมีคราบน้ำหรือเปียกชื้น
ให้ใช้สเปรย์ไล่ความชื้นฉีดทำความสะอาดก่อนใช้งาน
|
การเคลมประกันภัยรถยนต์กรณีน้ำท่วมต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังเพื่อป้องกันไม่ให้เงื่อนไขความคุ้มครองโดนปฏิเสธ (เช่น การพยายามสตาร์ทรถจนเครื่องยนต์พังเพิ่ม) โดยมีขั้นตอนและเอกสารสำคัญดังนี้
1. เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับยื่นเคลม
- สำเนากรมธรรม์ประกันภัย (หรือเลขกรมธรรม์)
- สำเนาเล่มทะเบียนรถยนต์ (หน้าเจ้าของรถและหน้าภาษีปัจจุบัน)
- สำเนาบัตรประชาชนของผู้เชี่ยวชาญ/ผู้เอาประกันภัย
- สำเนาใบขับขี่ ของผู้ขับขี่ขณะเกิดเหตุ (หรือผู้แจ้งเคลม)
- หลักฐานรูปถ่ายและคลิปวิดีโอ ขณะเกิดเหตุหรือหลังระดับน้ำลด
- ใบลงบันทึกประจำวันจากสถานีตำรวจ (จำเป็นมากกรณีน้ำท่วมจากภัยธรรมชาติวงกว้างหรือต้องการหลักฐานยืนยันวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ)
2. ขั้นตอนการแจ้งและดำเนินการเคลม
1. ถ่ายรูปและคลิปวิดีโอเก็บหลักฐานทันที
- ถ่ายให้เห็นระดับน้ำคราบน้ำบริเวณตัวถัง/ภายในห้องโดยสาร และป้ายทะเบียนรถให้ชัดเจน
- ถ่ายสภาพแวดล้อมโดยรอบเพื่อยืนยันสถานที่เกิดเหตุ
2. โทรแจ้งบริษัทประกันภัย
- แจ้งเลขกรมธรรม์ทะเบียนรถ และรายละเอียดสถานที่เกิดเหตุ
- เน้นย้ำกับเจ้าหน้าที่ว่า"รถยังไม่ได้เปิดระบบไฟหรือสตาร์ทเครื่องยนต์"
3. นัดหมายรถยก/รถสไลด์
- ประสานงานผ่านบริษัทประกันเพื่อขอใช้บริการรถยกสไลด์ส่งเข้าศูนย์บริการหรืออู่ในสัญญา
- ข้อควรระวัง : ห้ามเข็นหรือลากรถโดยให้ล้อหมุนหากเป็นรถเกียร์ออโต้หรือรถ EV จนกว่าจะได้รับการยืนยันวิธีเคลื่อนย้ายที่ถูกต้องจากช่าง
4. เจ้าหน้าที่สำรวจภัย(ประกัน) เข้าตรวจสภาพรถ
- ประกันจะประเมินระดับความเสียหายเพื่อจัดกลุ่มการซ่อมแซม:
- เสียหายบางส่วน (Partial Loss): น้ำท่วมไม่เกินระดับเบาะนั่ง/คอนโซลซ่อมแซมและเปลี่ยนชิ้นส่วนที่เสียหาย
- เสียหายสิ้นเชิง (Total Loss): น้ำท่วมมิดคันหรือเสียหายเกิน 70% ของมูลค่ารถ ประกันจะจ่ายเงินชดเชยตามทุนประกันที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
3.ข้อควรระวังเพื่อไม่ให้เสียสิทธิ์การเคลม
สำคัญมาก: ห้ามพยายามสตาร์ทเครื่องยนต์หรือเปิดระบบไฟเพื่อขับหนีน้ำหลังจากน้ำท่วมไปแล้วเพราะหากประกันพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายเกิดจากการกระทำของตัวผู้ขับขี่เอง (เช่นเครื่องยนต์ดับเพราะน้ำเข้าจากการพยายามฝืนขับ)ประกันอาจปฏิเสธการจ่ายค่าซ่อมในส่วนเครื่องยนต์ได้
ประกันภัยรถยนต์ประเภทไหนบ้างที่คุ้มครองความเสียหายจากน้ำท่วม?
ความคุ้มครองความเสียหายจากภัยธรรมชาติและน้ำท่วมไม่ได้มีในประกันภัยรถยนต์ทุกประเภท โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. ประเภทประกันภัยที่คุ้มครองน้ำท่วม
- ประกันภัยชั้น 1 (คุ้มครองเต็มรูปแบบ)
- คุ้มครองน้ำท่วม 100% ทุกกรณี ไม่ว่าจะจมน้ำขณะจอดหรือขับลุยน้ำขังจนเครื่องยนต์/ระบบไฟฟ้าเสียหาย
- ประกันภัยชั้น 2+ (บางกรมธรรม์ / แผนพิเศษ)
- คุ้มครองน้ำท่วมเฉพาะกรมธรรม์ที่ระบุซื้อความคุ้มครองภัยธรรมชาติเพิ่มเท่านั้น(ต้องสังเกตช่อง "ความคุ้มครองภัยธรรมชาติ/ภัยน้ำท่วม"ในหน้าตารางกรมธรรม์)
- ประกันภัยชั้น 3+ (บางกรมธรรม์ / แผนพิเศษ)
- เช่นเดียวกับชั้น 2+ จะคุ้มครองน้ำท่วมเฉพาะแผนที่ระบุซื้อความคุ้มครองเสริมภัยธรรมชาติไว้
2. ประเภทประกันภัยที่ไม่คุ้มครองน้ำท่วม
- ประกันภัยชั้น 2 (แบบธรรมดา)
- ประกันภัยชั้น 3 (แบบธรรมดา)
- พ.ร.บ. รถยนต์ (ประกันภัยภาคบังคับ)
- คุ้มครองเฉพาะ ความเสียหายต่อชีวิตร่างกาย และอนามัยของผู้ประสบภัย จากอุบัติเหตุทางรถยนต์เท่านั้น ไม่คุ้มครองความเสียหายของตัวรถทุกกรณี
3. เงื่อนไขและข้อยกเว้นสำคัญในการจ่ายค่าชดเชย
- การจ่ายตามจริงแต่ไม่เกินทุนประกัน: หากซ่อมได้ประกันจ่ายค่าซ่อมตามจริง หากเสียหายสิ้นเชิง (Total Loss) เกิน 70% ประกันจะจ่ายเต็มจำนวนทุนประกันที่ทำไว้
- ข้อยกเว้นเรื่อง"ความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง" : ประกันอาจปฏิเสธความคุ้มครองหากพบว่าผู้ขับขี่ตั้งใจขับรถเข้าไปในพื้นที่ที่มีการเตือนภัยน้ำท่วมลึกชัดเจนหรือการพยายามสตาร์ทเครื่องยนต์ซ้ำ ขณะรถจมน้ำจนทำให้เครื่องยนต์พังเสียหายหนักขึ้น
การตรวจสอบว่าประกันภัยรถยนต์ของคุณคุ้มครองกรณีน้ำท่วมหรือไม่สามารถเช็กได้จาก "ตารางกรมธรรม์ประกันภัย" ตามจุดสำคัญดังนี้
1. จุดที่ต้องเช็กบนตารางกรมธรรม์
เอกสารตารางกรมธรรม์ส่วนใหญ่จะแบ่งออกเป็น 3 หมวดหลัก ให้สังเกตที่ หมวดความคุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถยนต์(มักจะอยู่ตารางฝั่งขวาหรือส่วนกลาง):
- ประกันภัยชั้น 1:
- สังเกตในช่อง "ความเสียหายต่อตัวรถยนต์" จะมีจำนวนเงินทุนประกันระบุไว้(เช่น 300,000 - 800,000 บาท) ซึ่งจะครอบคลุมถึงภัยธรรมชาติและน้ำท่วมโดยอัตโนมัติ
- ประกันภัยชั้น 2+ และ 3+:
- ให้มองหาบรรทัดหรือช่อง"ความคุ้มครองภัยธรรมชาติ" หรือ "ความคุ้มครองน้ำท่วม" โดยเฉพาะ
- คุ้มครอง: มีตัวเลขจำนวนเงินคุ้มครองระบุไว้(เช่น 100,000 บาทหรือเท่ากับทุนประกันหลัก)
- ไม่คุ้มครอง: ช่องนั้นถูกเว้นว่างไว้มีเครื่องหมาย - หรือระบุว่า "ไม่รวมความคุ้มครองภัยธรรมชาติ"
2. วิธีเช็กกรณีไม่มีเอกสารกระดาษอยู่กับตัว
- เช็กผ่าน Mobile Application ของบริษัทประกัน: แอปพลิเคชันส่วนใหญ่(เช่น คุ้มภัยโตเกียวมารีน, วิริยะ,กรุงเทพประกันภัย ฯลฯ) มีระบบแสดงหน้าตารางกรมธรรม์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Policy)ให้กดดูรายละเอียดความคุ้มครองได้ทันที
- โทรสอบถาม Call Center ของบริษัทประกัน: แจ้ง เลขทะเบียนรถหรือ เลขบัตรประชาชนของผู้เอาประกันภัย เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเงื่อนไขกรมธรรม์ในระบบ
- เช็กผ่านแอปพลิเคชัน"LINE คปภ.รอบรู้" (@OICConnect): สามารถลงทะเบียนเพื่อดึงข้อมูลกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ทุกฉบับที่เราเป็นเจ้าของมาตรวจสอบได้ในที่เดียว
- สินเชื่อทะเบียนรถยนต์ AMANAH ไม่โอนเล่มรถยังมีไว้ใช้
- AMANAH ให้บริการสินเชื่อทะเบียนรถยนต์ แบบไม่โอนเล่มช่วยให้เจ้าของรถเข้าถึงเงินก้อนโดยยังสามารถใช้รถในชีวิตประจำวันหรือประกอบอาชีพได้ตามปกติข้อมูลผลิตภัณฑ์บนเว็บไซต์ของบริษัทระบุเงื่อนไขเบื้องต้นได้แก่รถยนต์อายุได้สูงสุด 17 ปีระยะเวลาผ่อนสูงสุด 84 งวด และอัตรากำไรไม่เกิน 24% ต่อปี ทั้งนี้ วงเงินคุณสมบัติเอกสารและผลอนุมัติเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของบริษัท ดูรายละเอียดสินเชื่อทะเบียนรถยนต์ AMANAH
- สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ AMANAH Call Center โทร.02-091-6456 หรือเลือกช่องทางติดต่อผ่านเว็บไซต์ AMANAH www.amanah.co.th ใช้วงเงินเท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว โปรดศึกษารายละเอียดอัตรากำไรค่าใช้จ่ายและเงื่อนไขในสัญญาก่อนตัดสินใจสมัครสินเชื่อเงื่อนไขและการพิจารณาสินเชื่อเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด
- บริษัทฯให้บริการประกันภัยทุกประเภทได้แก่
- ประกันชั้น1
- ประกันชั้น2 /ประกันชั้น2+
- ประกันชั้น3 /ประกันชั้น3+
- ประกันภัย(พ.ร.บ.)
สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้า
- เบี้ยประกันราคาพิเศษสำหรับลูกค้า AMANAH
- ผ่อนชำระพร้อมค่างวดสินเชื่อได้เลย
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ส่วนงานประกันภัยฝ่ายพิธีการสินเชื่อ โทร. 02-091-6456 : 4206, 4207
FAQ เกี่ยวกับวิธีดูแลรถยนต์หลังน้ำลดทั้งรถสันดาปและรถอีวี
Q1: หลังน้ำลด สามารถสตาร์ทรถ เพื่อเช็กสภาพได้ทันทีหรือไม่?
A: ห้ามสตาร์ทรถหรือเปิดสวิตช์ไฟโดยเด็ดขาด หากระดับน้ำท่วมถึงท่อไอเสีย(รถสันดาป) หรือพื้นห้องโดยสาร/ระดับแบตเตอรี่ (รถ EV) การเปิดระบบไฟหรือสตาร์ทเครื่องยนต์อาจทำให้เกิดไฟลัดวงจรหรือทำให้น้ำถูกดูดเข้ากระบอกสูบจนเครื่องยนต์พังเสียหายหนัก (Hydrolock)
Q2: ควรทำอย่างไรเป็นสิ่งแรกเมื่อพบว่ารถถูกน้ำท่วม?
A: ดำเนินการตาม 3 ขั้นตอนฉุกเฉินนี้ทันที:
1. ถ่ายรูปและคลิปวิดีโอระดับน้ำและสภาพความเสียหายไว้เป็นหลักฐาน
2. ปลดสายขั้วลบ (-) ของแบตเตอรี่ 12V ออกเพื่อตัดระบบไฟ
3. โทรแจ้งบริษัทประกันภัยและขอรับบริการรถยกสไลด์เพื่อเคลื่อนย้ายรถไปศูนย์บริการ
Q3:รถเกียร์ออโต้หรือรถ EV ที่จมน้ำสามารถปลดเกียร์ว่างแล้วเข็นได้ไหม?
A: หากจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายระยะสั้นสามารถปลดเกียร์ว่างเข็นได้แต่ ห้ามใช้การลากจูงให้ล้อหมุนเป็นระยะทางไกล โดยเฉพาะรถ EV หรือรถเกียร์ออโต้ ให้ใช้ รถยกแบบสไลด์ออน (อุ้มล้อพ้นพื้น) เท่านั้นเพื่อป้องกันความเสียหายต่อระบบส่งกำลังและมอเตอร์
Q4: จะรู้ได้อย่างไรว่าน้ำเข้าเครื่องยนต์หรือระบบเกียร์แล้ว?
A: ดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องและน้ำมันเกียร์ขึ้นมาดูหากพบว่าน้ำมันมีลักษณะ สีขุ่นคล้ายชานมหรือนมเย็น แสดงว่ามีน้ำเข้าไปผสมแล้วห้ามใช้งานเด็ดขาด ต้องยกเข้าอู่เพื่อถ่ายน้ำมันใหม่ทั้งระบบและล้างทำความสะอาด
Q5: น้ำเข้าท่อไอเสีย รถจะพังไหม?
A: หากน้ำเข้าเพียงแค่ปลายท่อและเครื่องยนต์ไม่ได้ทำงานขณะจมน้ำถือว่าความเสียหายยังต่ำช่างสามารถถอดหัวเทียน/หัวฉีดออกแล้วหมุนไล่น้ำออกจากกระบอกสูบพร้อมเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องก็สามารถฟื้นฟูได้
Q6: รถ EV จมน้ำจะถูกไฟฟ้าช็อตหรือไฟรั่วใส่คนเดินผ่านไหม?
A: โดยทั่วไป ไม่ช็อต เนื่องจากแบตเตอรี่แรงดันสูงและระบบสายไฟของรถEV ถูกออกแบบตามมาตรฐาน การกันน้ำกันฝุ่นระดับสูง (IP67/IP68)และมีระบบตัดการทำงานอัตโนมัติ (Pyrofuse / Main Relay) เมื่อเกิดการรั่วไหลของกระแสไฟหรืออุบัติเหตุ อย่างไรก็ตามยังควรรักษาระยะห่างและไม่สัมผัสใต้ท้องรถขณะจมน้ำเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
Q7: รถ EV จมน้ำล้างใต้ท้องรถเองด้วยเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงได้ไหม?
A: ไม่ควรทำเอง การใช้หัวฉีดน้ำแรงดันสูงฉีดอัดเข้าใต้ท้องรถตรงๆอาจดันน้ำให้เล็ดลอดผ่านซีลยางเข้าสู่จุดเชื่อมต่อสายไฟหรือแผงระบายความร้อนได้ควรให้ศูนย์บริการใช้เครื่องมือเฉพาะทางตรวจเช็กค่าความเป็นฉนวนไฟฟ้า (Insulation Test) ก่อนทำความสะอาด
Q8: สตาร์ทรถขับลุยน้ำแล้วเครื่องดับประกันจ่ายค่าซ่อมไหม?
A: หากเป็นประกันชั้น 1 โดยทั่วไปจะคุ้มครองแต่หากประกันพิสูจน์ได้ว่าผู้ขับขี่ ตั้งใจฝืนขับลงไปในพื้นที่น้ำลึกที่เห็นเด่นชัดหรือพยายามสตาร์ทเครื่องยนต์ซ้ำขณะดับกลางน้ำ อาจถูกจัดเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงและอาจถูกปฏิเสธชดเชยความเสียหายในส่วนของเครื่องยนต์ได้
Q9: รถจมน้ำมิดคัน ซ่อมไม่คุ้ม ประกันจะจ่ายอย่างไร?
A: หากความเสียหายประเมินแล้วเกิน 70% ของมูลค่ารถ บริษัทประกันจะตัดสินใจ จ่ายคืนทุนประกันเต็มจำนวน (Total Loss) ตามที่ระบุไว้ในหน้าตารางกรมธรรม์ และโอนซากรถให้บริษัทประกันจัดการต่อไป